วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การบริการสารสนเทศรูปแบบต่างๆ & กิจกรรมห้องสมุด & การประชาสัมพันธ์ของห้องสมุด


การบริการสารสนเทศรูปแบบต่างๆ

Trend 1: Cloud computing
             มิติที่ 1 หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ที่ใดก็ได้ ซึ่งไม่มีแหล่งบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าอยู่ที่ใดหรือประเทศใด เป็นการทำงานที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต แล้วมีการประเมินผลโดย Network กลางของโลก
            มิติที่ 2 หมายถึง กลุ่มก้อน กล่าวคือ เครื่องเซิร์ฟเวอร์กลางไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มเดียว แต่สามารถรองรับคนทั่วโลกได้ไม่จำกัดจำนวน เพราะมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์กระจายไปทั่วโลก ไม่ได้ตั้งอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง
ปรากฏการณ์ Black April เป็นเหตุการณ์ที่เกิดข้นมาเมื่อเดือนเมษายนที่ประเทศอเมริกาที่ไฟฟ้าดับทั้งประเทศ ส่งผลกระทบให้เซิร์ฟเวอร์กลางให้บริการไม่ได้ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เช่น เซิร์ฟเวอร์กลางของ Gmail, Amazon, Yahoo ให้บริการไม่ได้ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ไม่ได้มีเพียง 1 เซิร์ฟเวอร์หรือ 1 ระบบงานเท่านั้น
Cloud แบ่งแยกตามกลุ่มผู้ใช้ ดังนี้
1.      ระดับองค์กร เช่น Cloud Library
2.      ระดับบุคคลหรือบริการ มีการใช้ Cloud มากกว่า 1 บริการและไม่ทราบว่าเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน เช่น Gmail(Cloud Goole), Facebook, Meebo
3.      ระดับผสม เช่น Dropbox ในประเทศไทย เช่น สำนักหอสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการใช้ Cloud แบบผสม คือ Public และ Hybrid
Cloud แบ่งแยกตามการให้บริการ
1.      Public Cloud เป็นแบบสาธารณะหรือระดับองค์กร เช่น Gmail, Facebook
2.      Private Cloud เป็นแบบส่วนบุคคล เช่น Dropbox
3.      Hybrid loud เป็น Cloud ที่ Public Cloud กับ Private Cloud รวมกัน มีการจัดทำเป็นแบบสาธารณะ จึงสามารถให้บริการทั่วโลก
Cloud แบ่งแยกตามเทคโนโลยี
1.      SaaS หรือ Software as a Service เป็นซอฟท์แวร์ที่ไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์และติดตั้งซอฟต์แวร์ทีละเครื่อง เพียงแค่ทราบ url เท่านั้นก็สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ได้ทั้งหมด
2.      IaaS หรือ Infrastructure as a Service มีการให้บริการเซิร์ฟเวอร์ฟรี โดยที่ไม่ต้องเข้าพื้นที่หรือซื้อเซิร์ฟเวอร์
3.      PaaS หรือ Platform as a Service คือ การที่นักโปรแกรมเมอร์สามารถเขียนโปรแกรม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
Trend 2: Mobile Device
            หมายถึง การบริการของห้องสมุดที่อยู่บน Mobile ซึ่งต้องสำรวจว่าผู้ใช้ใช้ Mobile จริงหรือไม่และใช้ประเภทใดมากที่สุด ดังเช่นก่อนการสร้างเว็บไซต์ต้องประเมินผู้ใช้ก่อนว่าใช้อุปกรณ์ประเภทใดในการเข้าถึง โดยแบ่งประเภท Mobile ออกเป็นดังนี้
1.      Smart Phone : Java, Debian
2.      Tablet : Android (Galaxy Tab, LG, HTC)
3.      eReader : IOS
4.      Netbook : Windows
Trend 3: Digital Content & Publishing
            เช่น e-Book, Instutitional Repository, Digital Library, OJS
            e-Book
1.      การได้มาของเนื้อหา โดยการนำผลงานของอาจารย์มาจัดทำเป็นรูปแบบของ e-Book ไว้ในห้องสมุด
2.      กระบวนการผลิตและรูปแบบ
การเลือกรูปแบบควรมีการสำรวจผู้ใช้หรือกลุ่มเป้าหมายว่าใครเป็นผู้อ่าน มีความต้องการในแบบใด ซึ่งควรผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
รูปแบบ
(1)   .doc เป็นการพิมพ์ใน Microsoft Word แล้วนำไปเผยแพร่
(2)   .pdf ถ้าเป็นแบบปกติจะดาวน์โหลดได้เร็ว แต่ถ้าเป็นแบบละเอียดเมื่อพิมพ์ออกมาจะมีความคมชัด
(3)   Flip eBook อาจจะแสดงบนเว็บไซต์ได้หรือไม่ได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโปรแกรม
(4)   Flash Flip eBook สามารถแสดงบนเว็บไซต์ได้
(5)   ePublishing อาจทำเป็นแผ่นพับ โปสเตอร์ หรือหนังสือต่างๆ ซึ่งอยู่ในรูปของอิเล็กทรอนิกส์
(6)   ePub เช่น Smart Phone, IPAD, iPhone.Galaxy Tab
(7)   Digital Multimedia Book มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อคลิกภาพแล้วจะเล่นเป็นวิดีโอ เนื่องจากรูปภาพไม่ใช่ภาพนิ่งแต่เป็นภาพเคลื่อนไหว
3.      ลิขสิทธิ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลิขสิทธิ์ของต้นฉบับและลิขสิทธิ์การเผยแพร่ ซึ่งการจัดทำ e-Book ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อนและต้องทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนด
Trend 4: Crosswalk Metadata
            หมายถึง การเดินข้ามจากชุดข้อมูลหนึ่งไปอีกชุดข้อมูลหนึ่ง เป็นการผสมผสานเมทาดาทามากกว่า 1 ประเภทหรือ 1 รูปแบบในวัตถุ 1ชิ้น ซึ่งเมทาดาทามีหลายรูปแบบ ดังนี้
1.      MARC
2.      MARCML
3.      Dublin Core
4.      ISAD
5.      CDWA
6.      RDF
7.      OWL
8.      MODS
9.      METS
10.  PDF
11.  DOC
12.  EXIF
13.  XMP
14.  IPTC
Trend 5: Open Technology
1.      Z.39.5 เป็นมาตรฐานของการแลกเปลี่ยนข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือหรือทรัพยากรที่ทำการ Catalog เข้าไปในห้องสมุดผ่าน LIS กับ LIS ซึ่งบรรณารักษ์ไม่ต้องทำการ Catalog อีก เนื่องจากสามารถคัดลอกบรรณานุกรมที่มีคนทำไว้แล้วมาใส่ โดยการป้อน ISBN เข้าไปในโปรแกรม แล้วโปรมแกรมจะดูดบรรณานุกรมของห้องสมุดอื่นมาใส่ให้
2.      Z.39.88 จะช่วยในการให้ข้อมูลบรรณานุกรมกับ Reference Manager Software ของห้องสมุด กับ Reference Manager Application อื่นๆ เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือหรืออื่นๆ
Trend 6: Data & Information Mining/Visualization
            หมายถึง ระบบฐานข้อมูลที่ให้ผลลัพธ์มากกว่าที่ค้น เช่น ค้นคำว่า car จะแสดงผลลัพธ์งานวิจัยเกี่ยวกับ car มาจากประเทศใดบ้าง แต่ละประเทศมีกี่รายการ เป็นต้น
Trend 7: Green Library
            เกิดจากกระแสภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อน เป็นแนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ห้องสมุดมีส่วนช่วยลดโลกร้อน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.      Green Building  เป็นการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงบริเวณอาคารสถานที่และจัดสถานที่ เช่น การปลูกต้นไม้บนหลังคา การย้ายโต๊ะเก้าอี้มาไว้ใกล้หน้าต่าง การใช้สวิตช์ไฟเปิดปิดอัตโนมัติ โดยจะเปิดเฉพาะบริเวณที่มีคนมานั่งอ่านหนังสือเท่านั้น
2.      Green ICT เป็นการเปลี่ยนกระบวนการทำซ้ำหนังสือ จากการถ่ายเอกสารเป็นการสแกน ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยลดพลังงาน
การทำเว็บไซต์
            การพัฒนาเว็บไซต์แยกออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1.      การพัฒนาด้วยมือ เช่น .php, .html, .htm
2.      การพัฒนาด้วยซอฟต์แวร์ เช่น Drupal เป็นต้น
การทำเว็บไซต์ที่ให้ Google Search Engine เก็บข้อมูลได้ จะประกอบด้วย 1 html(ฝัง Web Meta Tag), 3 jpg(ฝัง IPTC), 1 ppt(ฝัง Document Metadata), 1 pdf(ฝัง PDF Metadata)
การทำ IR      
          IR มีซอฟต์แวร์อยู่ 2 กลุ่ม คือ 1. Data Provider (ผู้ให้บริการข้อมูล) 2. Data Harvester (ทำหน้าที่ดูดบรรณานุกรมจาก Data Provider ของคนอื่น)
            เมื่อพัฒนา IR แล้ว ซึ่งอยู่ในสถานะ Data Provider ต้องไปลงทะเบียน OAI URL ผ่าน OpenArchives.org แล้วนำผลงานของแต่ละบุคคลใน IR ไปทำ e-Portfolio รายบุคคลที่ researchgate.net
            ข้อเสียของ IR คือ ก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์และถูกฟ้องได้ง่าย

กิจกรรมห้องสมุด
การเล่าเรื่องหนังสือ
            หมายถึง การนำหนังสือมาพูดให้ผู้ฟังเกิดความสนใจและต้องการอ่าน โดยเลือกจุดเด่นของหนังสือมาเล่า พร้อมทั้งนำหนังสือมาแสดงขณะกำลังเล่าด้วย
          การเตรียมการและวิธีการเล่า
1.      เลือกหนังสือที่จะเล่า
2.      พิจารณาจำนวนผู้ฟัง ระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย
3.      พิจารณาภูมิหลังของกลุ่มผู้ฟังว่าชอบอะไร สนใจในเรื่องอะไรเป็นพิเศษ อะไรที่เด็กหญิงและชายฟังร่วมกันได้ เพื่อให้เด็กฟังแล้วสนุก
4.      จัดหัวข้อเรื่องที่จะเล่า กำหนดจำนวนหนังสือที่จะเล่า การเล่าต้องมีวัตถุประสงค์ในการเล่า เช่น ต้องการให้คนมาใช้ห้องสมุดมากขึ้น ต้องการให้ผู้ใช้รู้จักหนังสือในห้องสมุดมากขึ้น ต้องการให้ผู้ใช้อ่านหนังสือมากขึ้น เป็นต้น
5.      กำหนดเวลาการเล่า ซึ่งปกติแล้วจะไม่เกิน 40 นาที และต้องเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงวิชาการบ้าง ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือมากขึ้น
6.      ทำโน้ตที่เกี่ยวกับโครงเรื่องที่จะพูด
7.      บางครั้งใช้วิธีการอ่านก็ได้ เช่น โคลง กลอน ความเรียงบางเรื่องที่ใช้ภาษาที่ไพเราะสละสลวย
การวิจารณ์หนังสือ
เป็นการพิจารณาหนังสือเกี่ยวกับ ลักษณะการเขียนเนื้อหาว่ามีข้อดี ข้อเด่น ข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนเรื่องอะไรในเนื้อหาสาระของเรื่องตอนใดบ้าง และมีอะไรที่น่าประทับใจ อีกทั้งมีความรู้ข้อคิดในเรื่องใด  
          จุดประสงค์ของการวิจารณ์หนังสือในห้องสมุด
1.             เพื่อส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือที่มีคุณค่ามากขึ้น
2.             เพื่อส่งเสริมให้วิจารณญาณในการอ่าน
3.             เพื่อแนะนำหนังสือที่ดีที่ควรอ่าน
ลักษณะของนักวิจารณ์ที่ดี คือเป็นนักอ่านที่สามารถอ่านอย่างมีวิจารณญาณ มีใจเป็นกลางหรือเป็นธรรม โดยพยายามที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะวิจารณ์ ชีวิตและงานต่างๆของนักเขียน ทัศนคติที่เด่นชัดในงานเขียน และลีลาการเขียน รวมทั้งวิธีการวิจารณ์
ประโยชน์จากการวิจารณ์ คือ ก่อให้เกิดความคิด สติปัญญา มีความรอบรู้ในเรื่องต่างๆอย่างกว้างขวาง สามารถแก้ไขในสิ่งที่บกพร่องได้ เป็นผู้ที่มีเหตุมีผลและมีความเที่ยงธรรม
การจัดนิทรรศการ     
          หมายถึง การแสดงงานให้ชม อาจมีหรือไม่มีผู้บรรยายให้ฟัง อาจใช้สถานที่ในหรือนอกอาคารก็ได้ซึ่งการจัดนิทรรศการต้องจัดอย่างมีระเบียบ มีความแจ่มชัด ดูง่าย ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ก่อให้เกิดความรู้แก่ผู้ชม
สิ่งที่บรรณารักษ์พึงมีเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดนิทรรศการ คือ มีความรู้เรื่องศิลปะ องค์ประกอบของศิลปะ การมีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ในสาระของข้อมูลแต่ละเรื่อง
            วัตถุประสงค์
1.      กระตุ้นให้เกิดความสนใจที่จะอ่านหนังสือ
2.      ผู้ใช้ทราบถึงการบริการของห้องสมุดและทรัพยากรภายในห้องสมุดเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชนอย่างไร
3.      ผู้ใช้ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวของห้องสมุดและความเป็นไปของโลก
4.      ผู้เข้าห้องสมุดมากขึ้น
5.      ช่วยให้ห้องสมุดมีบรรยากาศที่สดใส สบายตา สวยงาม ช่วยดึงดูดใจให้ผู้ใช้เข้าไปอ่านหนังสือ และใช้เป็นที่ศึกษาหาความรู้
ประเภทของนิทรรศการ
1.      นิทรรศการใหญ่
2.      นิทรรศการย่อย
3.      นิทรรศการหนังสือ
4.      นิทรรศการความรู้
5.      นิทรรศการให้คำแนะนำโดยตรง
6.      นิทรรศการเทศกาลและวันสำคัญ

การประชาสัมพันธ์ของห้องสมุด
การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อสื่อความหมายผ่านสิ่งที่สามารถตีความหมายได้ มี เป็นแผนการและการกระทำที่ต่อเนื่องกันในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประชาชนที่เกี่ยวข้องด้วยความจริงใจ มีความรู้ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างฉันไมตรีและให้การสนับสนุนความร่วมมือกันและกัน โดยมุ่งที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน สถาบันหรือหน่วยงานสามารถดำเนินงานได้อย่างกลมเกลียวสอดคล้องกับสังคม โดยมีประชามติเป็นแนวบรรทัดฐานที่สำคัญ
วัตถุประสงค์
1.             เพื่อสร้างภาพพจน์
2.             เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด
3.             เพื่อกระตุ้นความสนใจ
4.             เพื่อสร้างความนิยมแก่ชุมชนและกลุ่มผู้ปฏิบัติงานในองค์กร
5.             เพื่อชี้แจงและให้บริการแก่ผู้ใช้ห้องสมุด
6.             เพื่อเพิ่มพูนความเป็นมิตรไมตรี
กระบวนการประชาสัมพันธ์
1.      การวิจัย & การรับฟัง
การวิจัย เมื่อต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้นหรือช่วงนั้น ซึ่งการตั้งคำถามต้องมีความกว้างขวางเพื่อให้ได้คำตอบในสิ่งที่ต้องการ
การรับฟังความคิดเห็น การสนทนาเพื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้อื่น การพูดคุยเพื่อการเตรียมการประชาสัมพันธ์
2.      การวางแผน & การประชาสัมพันธ์
การวางแผน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามขั้นตอนและตรงกับวัตถุประสงค์
การประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อในสิ่งที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้
3.      การสื่อสาร สามารถกำหนดสารได้ครอบคลุมเข้าใจ เลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม
องค์ประกอบของการสื่อสาร
1.      ผู้ส่งสาร คือผู้ที่ต้องการบอกบางสิ่งให้ผู้อื่นรับรู้ โดยใช้วิธีใดก็ได้ ซึ่งผู้ส่งสารควรมีคุณสมบัติที่ดี คือ มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ชัดเจน ตรงประเด็น มั่นใจในตนเอง รอบรู้ทั้งเรื่องที่ต้องการจะสื่อสารและวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะวัฒนธรรมของผู้รับสาร
2.      สาร คือสิ่งที่ต้องการบอกหรือประกาศให้รับรู้
3.      ช่องสารหรือสื่อ คือช่องทางที่ใช้ในการส่งสารไปยังผู้รับสาร
4.      ผู้รับสาร คือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้รับรู้และเข้าใจสารที่จะส่ง
กลุ่มเป้าหมาย
1.      การสื่อสารภายในองค์กร อาจเป็นการสื่อสารจากผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงานระดับเดียวกันหรือต่างระดับสายงานก็ได้
2.      การสื่อสารภายนอกองค์การ มีทั้งการสื่อสารที่สถาบันควบคุมได้และการสื่อสารผ่านสื่อมวลชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น