การบริการข่าวสารทันสมัย
หมายถึง การบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับข่าวสารที่ทันสมัยและข่าวสารที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเรื่องหรือสาขาที่ผู้ใช้สนใจหรือต้องการ
Current Awareness Services (CAS)
เป็นการให้บริการสารสนเทศที่ทันสมัย โดยแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงสารสนเทศใหม่ๆตามความสนใจของผู้ใช้ทันทีที่สถาบันได้รับหรือทราบว่ามีทรัพยากรสารสนเทศต่างๆเกิดขึ้น
ปรัชญาของการบริการ
ให้สารสนเทศกับผู้ใช้ที่ต้องการได้ในเวลาที่ทันการและต้องแจ้งผู้ใช้ทันทีเมื่อได้รับเอกสาร โดยการทำงานต้องให้บุคลากรได้ทำงานที่ถนัด ซึ่งจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ
วัตถุประสงค์
สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้สารสนเทศที่ทันสมัยและตรงต่อความต้องการอย่างรวดเร็ว
เอกสารที่จะส่งให้ผู้ใช้บริการ
เช่น เอกสารวิจัย, กลุ่มสนทนา, สิ่งพิมพ์ฐานข้อมูลหรืออินเทอร์เน็ต, เว็บไซต์, ข่าวหรือเหตุการณ์
รูปแบบการบริการ
เดิม เป็นการเวียนเอกสารหรือจัดส่งโดยตรงโดยการทำสำเนาหน้าปก, สารบัญ, หน้าแรกของบทความหรือสาระสังเขป, ตัดข่าวหนังสือพิมพ์หรือสรุปข่าว, นำเสนอจดหมายข่าว (Newsletter) ต่อมาเริ่มมีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทสมาใช้ในการบริการ
ผู้ค้าฐานข้อมูลที่เริ่มจัดทำบริการเสริมการใช้ฐานข้อมูล เช่น
a. Ingenta ให้บริการส่งบทความใหม่ทุกอาทิตย์ในหัวข้อที่ผู้ใช้สนใจ โดยการแจ้งผ่านทาง e-mail
b. Emerald จัดทำบริการจดหมายข่าว TOC และแจ้งบทความใหม่ในเรื่องหรือหัวข้อที่ผู้ใช้กำหนด โดยแจ้งผ่านทาง e-mail
c. Google จัดทำบริการ Alert โดยแจ้งบทความใหม่ในเรื่องหรือหัวข้อที่ผู้ช้ำกำหนดแจ้งทาง e-mail
การเวียนเอกสาร
วิธีการเวียนเอกสาร
1. ส่งโดยตรงจากผู้ใช้ต่อกันไปและส่งกลับมายังสถาบันบริการสารสนเทศเมื่อผู้ใช้คนสุดท้ายใช้เสร็จ
2. แบ่งผู้ใช้ออกเป็นกลุ่มเล็กๆประมาณ 4-5 คน โดยใช้เกณฑ์ตามที่อยู่ เมื่อเวียนใช้ภายในกลุ่มแล้วให้ส่งกลับมาที่สถาบันบริการสารสนเทศก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงจัดส่งไปยังกลุ่มอื่น
3. จัดส่งโดยตรงไปยังผู้ใช้แต่ละคน ส่งคืนสถาบันบริการสารสนเทศก่อนให้ผู้ใช้คนต่อไป
** การจัดทำแบบฟอร์มการเวียนเอกสาร: ซึ่งรายละเอียดจะต่างกันตามขนาดของสถาบันสารสนเทศและจำนวนผู้ใช้บริการ
ข้อคำนึง
1. ไม่ควรจัดบริการนี้แก่สมาชิกใหม่ จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นบริการที่สมาชิกต้องการจริงๆ
2. ไปเยี่ยมผู้ใช้ที่ทำงานเป็นครั้งคราว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้ส่งเอกสารที่นำไปหมุนเวียนเร็วขึ้น
3. จัดลำดับผู้ใช้ในการได้รับเอกสารก่อนหลังสลับกันบ้าง โดยไม่จัดให้คนใดคนหนึ่งเป็นคนแรกหรือคนสุดท้ายประจำ เพื่อความเสมอภาคในการได้รับสารสนเทศอย่างเท่าเทียมกัน
ข้อดี&ข้อเสีย
ข้อดี
1. เป็นการกระจายสารสนเทศไปสู่ผู้ใช้ที่แน่นอน โดยเฉพาะผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลจากสถาบันบริการสารสนเทศหรือผู้ที่ไม่สามารถมาใช้บริการที่สถาบันได้ด้วยตนเองเป็นประจำ
2. เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เห็นเนื้อหาของเอกสารแต่ละรายการ รวมทั้งข่าวหรือโฆษณา เช่น โฆษณาแนะนำอุปกรณ์ใหม่ๆ เป็นต้น
ข้อเสีย
1. ผู้ใช้ที่ได้รับเอกสารคนสุดท้ายอาจได้รับสารสนเทศที่ล้าสมัยแล้ว
2. เอกสารมีความเสี่ยงต่อการชำรุดเสียหายและสูญหาย
3. เป็นการเพิ่มภาระงานมากขึ้น
การจัดส่งบริการ
1. Voice Mail
ข้อดี : ผู้ใช้คุ้นเคยกับการสื่อสารด้วยคำพูด บางครั้งผู้รับชอบฟังมากกว่าอ่าน
ข้อเสีย : บางคนอาจรู้สึกรำคาญหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องฟังข้อมูลทั้งหมด
2. e-Mail
ข้อดี : จัดส่งได้เร็ว ราคาถูก ประหยัดพื้นที่ ไม่ฉีกขาด รักษาความลับได้
ข้อเสีย : แฟ้มข้อมูลอาจเกิดความเสียหายได้ เนื่องจากความพิการทางเทคนิค การถูกรบกวนในระบบเครือข่าย บางครั้งผู้ใช้อาจลบข้อมูลโดยคิดว่าเป็นอีเมล์ขยะ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ Web pages, Push Technology, Weblog, RSS and newsfeed
การจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศใหม่
1. สถานที่จัดแสดง
ผู้ใช้ส่วนใหญ่ผ่านเป็นประจำ หากไม่สามารถจัดตามที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ผ่านได้ ควรทำการประกาศิตไว้บริเวณที่ผู้ใช้ผ่านเป็นประจำและมีคำเชิญชวน ซึ่งควรใช้คำที่ดึงดูดใจผู้ใช้
2. ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศที่นำมาจัดแสดง
ควรนำทรัพยากรสารสนเทศใหม่ๆมาจัดแสดง แต่ควรคัดเลือกเฉพาะรายการที่สำคัญหรือจัดแยกเป็นประเภทต่างๆไว้
3. ระยะเวลาในการจัดแสดง
ส่วนใหญ่จะจัดแสดงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งบางแห่งจะใช้วิธีทยอยทรัพยากรสารสนเทศออกมาแสดง บางแห่งนำออกมาในคราวเดียวกัน
4. การอนุญาตให้ใช้ในขณะจัดแสดง บางแห่งอนุญาตให้ใช้ได้ แต่บางแห่งเก็บไว้ในตู้ใส่กุญแจ
5. วิธีการดำเนินงานทางเทคนิค
ส่วนใหญ่นำมาจัดแสดงโดยเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่ดำเนินการทางเทคนิคเรียบร้อยแล้ว บางแห่งทำเป็นจำนวนมากทำให้สารสนเทศล้าสมัย ควรพิจารณาด้วยว่าทรัพยากรสารสนเทศรายการใดควรนำมาจัดแสดงก่อนหลัง
วิธีการบอกรับ RSS ใน iGoogle
1. สมัคร G-mail
2. สร้างบัญชีของ Google
2. ลงชื่อเข้าใช้ G-mail เพื่อลงทะเบียนเข้าใช้บัญชีของ Google
3. เมื่อเข้า G-mail แล้วให้คลิกที่คำว่า iGoogle ที่มุมขวามือบนสุดของหน้าเว็บ
4. คลิกตรงที่สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย RSS feed บนหน้าเว็บเพจที่ต้องการนำมาไว้ที่หน้าแรกของ iGoogle
5. เมื่อข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์ที่เราสนใจมีการ Update ก็จะปรากฎอยู่ในหน้าแรกของ iGoogle ของเราโดยที่เราไม่ต้องไปที่เว็บไซต์นั้นให้เสียเวลา 2. ลงชื่อเข้าใช้ G-mail เพื่อลงทะเบียนเข้าใช้บัญชีของ Google
3. เมื่อเข้า G-mail แล้วให้คลิกที่คำว่า iGoogle ที่มุมขวามือบนสุดของหน้าเว็บ
4. คลิกตรงที่สัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย RSS feed บนหน้าเว็บเพจที่ต้องการนำมาไว้ที่หน้าแรกของ iGoogle
กิจกรรมห้องสมุด
หมายถึง งานที่ห้องสมุดจัดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือในโอกาสต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ห้องสมุดและการส่งเสริมการอ่าน ต่างกับการบริการของห้องสมุด เพราะการบริการเป็นการกำหนดให้มีอยู่ในห้องสมุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการวางแผนไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้นกี่ปีหรือนานเท่าใด จึงถือเป็นงานประจำวัน เพื่อพยายามที่จะเข้าถึงผู้ใช้ให้ได้มากที่สุด การบริการต้องมีความทันสมัย ไม่มีการหยุดนิ่ง บรรณารักษ์ต้องตามความทันสมัย ต้องเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้โดยดึงศักยภาพของตนเองในการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้ได้ โต้ตอบกับผู้ใช้ได้โดยทำให้ผู้ใช้เข้าใจและพึงพอใจและอยากมาใช้บริการของห้องสมุดอีก อีกทั้งยังมีการบอกต่อกับผู้อื่นด้วย บรรณารักษ์ต้องหาวิธีการว่า จะทำอย่างไรให้ห้องสมุดสามารถปรับเปลี่ยนความทันสมัยให้มีความสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของห้องสมุดด้วย อีกทั้งบรรณารักษ์ต้องทำให้เกิดการ Information Literacy ซึ่งหมายถึง การที่ผู้ใช้รู้จักการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ รู้จักการเลือกสารสนเทศ สามารถสังเคราะห์และประเมินสารสนเทศ เพื่อให้ได้มาตามที่ต้องการและตรงประเด็น
ความสำคัญของกิจกรรมห้องสมุด
การจัดกิจกรรมห้องสมุดเป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ให้มีคนรู้จักห้องสมุดมากขึ้น รู้ว่าห้องสมุดมีการทำงานกันอย่างไร จัดกิจกรรมอะไรบ้าง ภายในห้องสมุดมีทรัพยากรสารสนเทศอะไรบ้าง เป็นการการดึงดูดความสนใจผู้อ่านให้เข้าห้องสมุดมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้ใช้มีการใช้ทรัพยากรห้องสมุดอย่างคุ้มค่า เป็นประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการอ่าน มีผู้สนใจในการอ่านมากขึ้น ผู้อ่านเห็นความสำคัญของการอ่านมากขึ้น เกิดการศึกษาค้นคว้าที่สอดคล้องกับระบบการศึกษาของไทย ที่ต้องการให้คนไทยมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต ก่อให้เกิดการพัฒนาความคิด สติปัญญาอยู่ตลอดเวลา ผู้อ่านมีความรู้รอบตัว สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้และกลายเป็นผู้ที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆอยู่เสมอ หนังสือให้ความรู้และข้อคิดต่างๆมากมาย ผู้ใช้สามารถประยุกต์หรือปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างมาตรฐานในการดำรงชีวิตได้
วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมห้องสมุด
1. เพื่อประชาสัมพันธ์งานและบริการต่างๆของห้องสมุด
2. เพื่อรณรงค์ให้มีการอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น
3. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากอ่านหนังสือประเภทต่างๆมากขึ้น
4. เพื่อเป็นก้าวแรกของการรู้จักศึกษาค้นคว้าสารสนเทศ
ประเภทของกิจกรรมห้องสมุด (แบ่งตามวัตถุประสงค์ในการจัด)
1. กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน : กิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้สนใจในการอ่าน เกิดนิสัยรักการอ่าน รู้หนังสือและอ่านหนังสือออก เช่น การเล่านิทาน, การเล่าเรื่องหนังสือ, การตอบปัญหาจากหนังสือ, การอภิปราย, การออกร้านหนังสือ, การแสดงละครหุ่นมือ (วรรณกรรมสำหรับเด็ก), การโต้วาที, การประกวด, การแข่งขัน, การจัดแสดงหนังสือใหม่, การวาดภาพโดยใช้จินตนาการจากการฟังนิทาน
2. กิจกรรมส่งเสริมความรู้เรื่องห้องสมุด : กิจกรรมที่ส่งเสริมให้รู้จักใช้ห้องสมุดและรู้วิธีการทำงานของห้องสมุดมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถศึกษาค้นคว้าสารสนเทศด้วยตนเอง เช่น การแนะนำการใช้ห้องสมุด, การปฐมนิเทศการใช้ห้องสมุด, การนำชมห้องสมุด, การอบรมนักเรียนให้รู้จักช่วยงานในห้องสมุดหรือที่เรียกว่า ยุวบรรณารักษ์
3. กิจกรรมส่งเสริมการเรียนการสอน : กิจกรรมที่ห้องสมุดจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น การจัดนิทรรศการ, การประกวดคำขวัญ, การประกวดเรียงความ, การตอบปัญหา, การประกวดวาดภาพ, การให้ความร่วมมือกับผู้สอนในการจัดการให้มีการศึกษาค้นคว้าในชั่วโมงเรียน
4. กิจกรรมส่งเสริมความรู้ทั่วไป : กิจกรรมที่ห้องสมุดจัดขึ้น เพื่อเสริมความรู้ให้แก่ผู้ใช้ เช่น การจัดสัปดาห์ห้องสมุด, การจัดนิทรรศการ, การสาธิตภูมิปัญญาไทย, การจัดป้ายนิเทศ, การฉายสื่อมัลติมีเดีย, การตอบปัญหาสารานุกรมไทยและหนังสือความรู้รอบตัว อาจมีการให้รางวัล
** ป้ายนิเทศเป็นการสื่อความรู้ บอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น โดยใช้ข้อความสั้นๆ เป็นการเสนอองค์ความรู้เพียงสั้นๆ
5. กิจกรรมส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ : กิจกรรมส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จากการอ่าน กระตุ้นให้เกิดความชอบในการอ่านเพื่อประเทืองปัญญา เช่น การจัดมุมรักการอ่าน, การจัดมุมหนังสือในห้องเรียน, การจัดห้องสมุดเคลื่อนที่
การเล่านิทาน
จุดเริ่มต้นของการเล่านิทานเกิดจากการบอกเล่าตั้งแต่สมัยโบราณ เรียกว่า มุขปาฐะ ซึ่งเรื่องเล่าสามารถเปลี่ยนได้ แต่เค้าโครงเรื่องยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ถือเป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านประเภทหนึ่งที่ช่วยให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน เพราะนิทานจะให้ทั้งความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เสริมสร้างจินตนาการ รวมทั้งเพิ่มพูนความรู้ ผู้ฟังเกิดการเรียนรู้จากการฟังนิทาน มีการเชื่อและพยายามที่จะแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตน การเล่าที่มีประสิทธิภาพ คือ การที่ผู้ฟังมีส่วนร่วมโดยการถามในสิ่งที่ตนสงสัย
ผู้เล่าต้องศึกษาก่อนว่าผู้ฟังเป็นใคร ผู้หญิงและ/หรือชาย อายุระหว่างเท่าไหร่ เพื่อสามารถเลือกเรื่องที่จะเล่าให้ตรงกับความสนใจของผู้ฟังได้ เพื่อให้ผู้ฟังตั้งใจฟัง รู้สึกชอบ ฟังแล้วเกิดความสะเทือนใจ แล้วมีการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้เล่าต้องพยายามสื่อไปให้ถึงนิทานที่เป็นตัวเล่มให้ได้ เนื่องจากนิทานจะเป็นสื่อที่นำไปสู่การอ่านได้ หากผู้เล่าสามารถเล่าเรื่องได้สนุก เด็กก็จะมีการสงสัยและเกิดการถามในสิ่งที่อยากรู้ ผู้เล่าจึงควรทิ้งท้ายไว้ให้ติดตามต่อไป ทำให้กระตุ้นให้ผู้ฟังอยากรู้จนต้องหาหนังสือมาอ่านเอง
การเล่านิทานถือเป็นตัวแทนของการสั่งสอนทางด้านศีลธรรมจรรยา เป็นเกร็ดเล็กๆที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน
สาระน่ารู้ของกิจกรรมการเล่านิทาน
1. ความเป็นมาของการเล่านิทาน
2. การเลือกนิทานสำหรับเล่า ควรเป็นพวกนิทานปรัมปรา นิทานอีสป นิทานสุภาษิต นิทานพื้นบ้าน เทพนิยาย เทพปกิรณัม ตำนาน ร้อยกรอง สารคดี หรือ ประวัติบุคคลสำคัญซึ่งเป็นตัวอย่างหรือพฤติกรรมที่ดีที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. ประเภทของนิทานที่มีอยู่ในประเทศไทย
a. นิทานก่อนมีประวัติศาสตร์
b. นิทานประเภทชาดกในนิบาตชาดก หมายถึง นิทานที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ อ้างมาจากพุทธวัจนะ อยู่ในคำเทศน์ เช่น เทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก
c. นิทานประเภทคำกลอน
d. นิทานชาดกนอกนิบาตชาดก หมายถึง นิทานที่ไม่ได้เกิดจากคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาพุทธ เป็นเรื่องที่ไม่ได้อ้างมาจากพุทธวัจนะ เป็นนิทานพื้นเมืองของประเทศต่างๆ
e. นิทานพื้นเมือง
f. นิทานประเภทจักรๆวงศ์ๆ
g. นิทานสุภาษิต
h. นิทานยอพระเกียรติ
4. วิธีการเล่า ต้องมีวิธีการควบคุมจัดการเด็กๆให้นั่ง เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการฟังนิทาน ต้องมีการสร้างบรรยากาศในการเล่า มีการแสดงท่าทางประกอบตามสมควร เพื่อให้เด็กจินตนาการตาม พยายามสร้างมโนภาพในเรื่องที่จะเล่า การใช้ภาษาต้องเป็นภาษาที่ง่ายๆ เด็กเข้าใจได้ง่าย ผู้เล่าต้องเล่าด้วยความมั่นใจและมองผู้ฟังอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเล่า โดยไม่มองผู้ฟังเลย จิตใจต้องจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เล่าด้วย
5. เล่าเรื่องอย่างไรเรียกว่า นิทาน
นิทานที่เหมาะสำหรับเล่า ควรมีความเคลื่อนไหวอยู่ในเรื่อง มีเนื้อเรื่องเร้าใจ มีพรรณนาโวหาร มีการใช้คำซ้ำๆข้อความซ้ำๆและคล้องจองกัน ตัวละครต้องเป็นผู้ที่มีปฏิญาณไหวพริบ และควรเป็นเรื่องขำขัน ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเกินไป ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและสัตว์
6. การเตรียมตัวก่อนเล่า เนื่องจากการเล่าเป็นศิลปะที่สามารถฝึกฝนได้ ซึ่งผู้เล่าต้องอ่านเรื่องที่เล่าซ้ำๆจนจำขึ้นใจ แต่ก็สามารถใช้หนังสือประกอบการเล่าได้ แต่ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาอ่าน ผู้อ่านต้องมีทักษะในการเล่าเรื่อง ข้ามเรื่องที่ไม่สำคัญ และใช้ภาษาที่ถูกต้อง ไพเราะ เนื้อเรื่องต้องชวนให้ติดตาม
7. ประโยชน์ของการเล่าหรือจุดประสงค์ในการเล่า ทำให้เด็กรู้จักการเลือกอ่านหนังสือที่ตนเองสนใจ รู้จักแก้ปัญหาของตนเมื่อเปรียบตนกับตัวละครในเรื่อง มีประสบการณ์กว้างขวาง อีกทั้งยังทำให้เด็กได้มีโอกาสหัวเราะ มีจิตนาการร่วม สิ่งสำคัญ คือเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กตัดสินใจว่าการอ่านเป็นสิ่งที่สังคมของเขายอมรับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น